Industry 4.0 white paper

Industry 4.0 white paper

การยกระดับอุตสาหกรรมไทย สู่อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0)

          จากข้อมูลรายงานผลิตภาพการผลิตของอุตสาหกรรมไทยโดย International Institute for Management Development (IMD) และขีดความสามารถในการแข่งขันโดย World Economic Forum (WEF) โดยรวมแล้วความสามารถในการแข่งขันของไทยมีการพัฒนาขึ้น แต่ไม่มากพอหรือเร็ว พอที่จะไต่อันดับให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีการพัฒนาเช่นเดียวกัน ในอัตราไล่เลี่ยกัน นโยบายประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) ของรัฐบาลจะสามารถตอบโจทย์ประเทศไทยได้ โดยจะช่วยเร่งการพัฒนาโดยการนำเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาประเทศ ทำให้เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเป็นทวีคูณ
          ภาคอุตสาหกรรมเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ภาคอุตสาหกรรมมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องปรับตัวเองด้วยอัตราเร่งให้สอดคล้องทันต่อนโยบาย Thailand 4.0 และการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ซึ่งภาคอุตสาหกรรมในยุโรปโดยเฉพาะประเทศเยอรมันมีแนวคิดที่จะพัฒนาอุสาหกรรมโดยการปฏิวัติอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) โดยขั้นแรกได้เริ่มจากการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ คนสามารถทำงานร่วมกับเครื่องจักรอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ ทำให้เกิดผลิตภาพการผลิตที่สูงขึ้นมาก ผลจากการเพิ่มผลิตภาพปรากฏมีให้เห็นในประเทศที่พัฒนาแล้วโดยทั่วไป ซึ่งขั้นตอนแรกนี้ถูกเรียกว่าการปฏิวัติอุสาหกรรมครั้งที่ 3.0 (Industry 3.0) ซึ่งมีการพัฒนามาแล้วมากกว่า 40 ปีแล้ว ในปัจจุบันมีแนวทางใหม่ให้สามารถต่อยอดอีกขั้นโดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) เข้ามาช่วยการบริหารการผลิต เชื่อมโยงข้อมูลการผลิต เริ่มตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์และออกแบบขั้นตอนการผลิต เชื่อมโยงข้อมูลการผลิต การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการตรวจวัดสภาพการทำงานของเครื่องจักรต่างๆ ได้ตลอดเวลา ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารจัดการสูงขึ้นจากเดิมอีกมาก ระบบสารสนเทศดังกล่าว สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับลูกค้าหรือคู่ค้าเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้าได้ (Mass Customization) แนวคิดนี้ถูกเรียกว่าการปฏิวัติอุสาหกรรมครั้งที่ 4.0 (Industry 4.0 Revolution) เป้าหมายคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพื่อเพิ่มผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากขึ้นอีก ซึ่งหลายประเทศใหญ่ๆในโลกก็เริ่มเอาหลักการดังกล่าวไปใช้การพัฒนาอุตสาหกรรมเช่นเดียวกัน ดังนั้นอุตสาหกรรมไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับทราบ เรียนรู้ และพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง นี้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยเร็ว
          อุตสาหกรรม 4.0 ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศเป็นทั้งภัยและโอกาสกับอุตสาหกรรมไทย จากผลการวิเคราะห์และเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามการประเมินตนเองเบื้องต้น พบว่าผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs ระดับการพัฒนายังอยู่ระหว่างระดับอุตสาหกรรม 2.0 ถึง 3.0 และมีเพียงบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการพัฒนาอยู่ระดับอุตสาหกรรม 3.0 แล้ว เมื่อกลางปี 2016 ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการอุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0)” เพื่อผลักดันให้มีการนำแนวทางการพัฒนาอุสาหกรรม 4.0 มาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรม โดยมียุทธศาสตร์ 4 ด้านคือ (1) ส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการให้เข้าถึงและได้ใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีสารสนเทศ (2) ส่งเสริมพัฒนาและสร้างบุคคลากรภาคบริการอุตสาหกรรม (3) ส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ภาคอุตสาหกรรมเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 และ (4) สร้างกลไกตอบสนองความต้องการใช้ด้านเทคโนโลยีของภาคผู้ผลิต โดยจะแบ่ง Roadmap การพัฒนาออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกคือการพัฒนาจากอุตสาหกรรมที่ อยู่ต่ำกว่า 3.0 ให้ไปสู่อุตสาหกรรม 3.0 และที่ได้ระดับ 3.0 อยู่แล้วให้เข้าสู่ 4.0 ส่วนในช่วงที่สองคือ การยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ทั้งหมดเท่าที่เป็นไปได้ โดยกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรม เป้าหมายแรกไว้ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมก่อน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้จะเป็นจะเป็นตัวขับเคลื่อน (Driver) และเป็นต้นแบบให้อุตสาหกรรมอื่นสามารถพัฒนาต่อไปได้ง่ายขึ้น
          แนวทางการดำเนินงานจะใช้หลักประชารัฐ เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership) ซึ่งตัวชี้วัดระหว่างการดำเนินการจะใช้แบบประเมินตนเองอุตสาหกรรม 4.0 โดยทาง ส.อ.ท. ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ออกแบบมาเพื่อใช้ประเมินทุกปีและหลังจากการดำเนินงานครบ 5 ปีแรกหรือปี 2020 จะเกิดการพัฒนาและการลงทุนระบบอัตโนมัติกับหุ่นยนต์ ทำให้อุตสาหกรรมที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 3.0 สามารถยกระดับให้เป็นอุตสาหกรรม 3.0 ได้ ผลสำเร็จที่คาดหวังคือ การเพิ่มผลิตภาพการผลิตขึ้นเป็นอย่างน้อย 2 เท่าของระดับปัจจุบัน เพื่อที่จะทำให้รายได้ประชากรของประเทศไทยขยับขึ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และในช่วงที่สองที่จะพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 จะต้องมีการลงทุนในส่วนของเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสามารถทำให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้อีก ลดต้นทุนและบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ ทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีความต้องการเฉพาะ (Mass Customization) ได้สะดวก โดยปี 2025 ผลสำเร็จที่คาดหวังคือทำให้ผู้ประกอบการมีผลประกอบการ หรือกำไรจากการดำเนินการสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 20% จากระดับอุสาหกรรม 3.0 ผลสำเร็จจากทั้งสองช่วง จะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูง และหลังจากปี 2025ประสบการณ์ที่ได้จากการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 สามารถนำไปใช้ได้กับภาคเกษตรกรรมได้ โดยการนำระบบอัตโนมัติไปช่วยเพิ่มผลผลิตของภาคเกษตร และนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปช่วยในการบริหารจัดการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการตลาด ทำให้ได้ผลผลิตต่อเกษตรกรสูงขึ้นผลผลิตต่อพื้นที่สูงขึ้น จนทำให้บุคลลากรของภาคการเกษตรมีเพียงพอที่จะเข้ามาสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการได้มากขึ้น ก็จะทำให้อัตราการเพิ่มของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณได้ในระยะยาว

สามารถ Download White paper ฉบับสมบูรณ์ได้ตาม Link

https://goo.gl/VUN21u

 

Leave A Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *